เตรียมรับสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ

กองทัพบกร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมรับสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ ที่อาจจะรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนเมษายน

วันที่ 26 มี.ค.65 ที่กองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และคณะ ร่วมประชุมกับพลตรีประสิษฐิพงษ์  มูลดี รองผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 และนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหารือแนวทางการปฏิบัติงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่

แม้ในปีนี้สถานการณ์ไฟป่าหมอกควันโดยรวมจะดีกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จุดความร้อนสะสมลดลง ยังไม่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่รุนแรง  ประกอบกับหน่วยงานต่างๆได้มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเท่าที่จำเป็น  ลาดตระเวนป้องปรามการเกิดไฟป่าในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับประชาชนให้ความร่วมมือในการลดการเผา โดยในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ นอกเหนือจากการตรวจสอบจุดความร้อนจากดาวเทียมเวียร์แล้ว ได้มีการนำอากาศยานไร้คนขับหรือ UAV และเครื่อง DA42 (สี่สิบสอง) ของกองทัพอากาศ มาบินลาดตระเวนตรวจสอบจุดความร้อนที่เกิดขึ้นในช่วงเช้า ก่อนนำมาพิจารณาจัดหน่วยดับไฟเข้าพื้นที่ หากเกิดไฟป่าขึ้นบนพื้นที่สูง จะประสานขออากาศยานช่วยบินโปรยน้ำดับไฟ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ KA-32 มาประจำการที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ทั้งนี้พบว่าในช่วงที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่สามารถลดจุดความร้อน หรือ Hotspot ในพื้นที่ได้มากกว่าร้อยละ 80  เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังคงต้องมีการเฝ้าระวังการเกิดไฟป่าในพื้นที่อำเภอหางดง อำเภอแม่ออน และอำเภอสันกำแพง ซึ่งมีแนวโน้มเกิดจุดความร้อนมากกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่คุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา พบมีค่าเกินมาตรฐานเพียง 22 วันเท่านั้น เนื่องจากสามารถควบคุมจุดความร้อนได้ และสภาพอากาศที่ไม่พัดพาฝุ่นละอองเข้ามาสะสมในพื้นที่ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในช่วงนี้จะมีสภาพอากาศที่ดีขึ้น แต่ยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังคงมีปัญหาหมอกควันข้ามแดนอยู่ และให้มุ่งเน้นสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่า เพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้ รวมทั้งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกไฟไหม้ด้วยการปลูกต้นไม้ทดแทน ตลอดจนลาดตระเวนตรวจสอบแนวกันไฟที่เคยได้ทำไปให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เพื่อป้องกันไฟที่อาจจะเกิดเพิ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายน

ในช่วงบ่าย อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และคณะ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ KA-32 บินดูจุดเกิดไฟป่า บริเวณใกล้กับเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่ง UAV ตรวจพบจุดความร้อนจากการเกิดไฟป่าลุกลามตั้งแต่ช่วงเช้า และได้ส่งหน่วยดับไฟป่าภาคพื้นดินเข้าดับไฟ แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ภูเขาสูงยากต่อการเข้าถึง จึงขอสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ช่วยบินโปรยน้ำเพื่อบรรเทาความรุนแรงของเชื้อไฟ สำหรับจุดความร้อนในจังหวัดเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีจำนวน 8 จุด ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ อำเภอพร้าว เชียงดาว แม่แตง สันทราย โดยมี 3 พื้นที่ที่มีระดับความรุนแรงสูง คือ ตำบลบ้านโป่ง อำเภอพร้าว ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว และตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง สำหรับเฮลิคอปเตอร์ KA – 32 สามารถลำเลียงน้ำได้เที่ยวละ 3,000 ลิตร บินด้วยความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสูงในการบินหรือเพดานบินอยู่ที่ 6,000 เมตร สามารถบินได้นาน 3 ชั่วโมง 20 นาที โดยจะทำการทิ้งน้ำครั้งเดียวทั้ง 3,000 ลิตร ซึ่งจะเป็นการทิ้งน้ำเพื่อเป็นแนวกันไฟ จะไม่ทำการทิ้งน้ำลงบนเพลิงที่กำลังลุกไหม้ เนื่องจากจะทำให้สะเก็ดไฟเล็ก ๆ ลอยขึ้นสู่อากาศ ทำให้สามารถลุกลามเป็นวงกว้างได้ ซึ่งการปฏิบัติภารกิจของอากาศยานจะเป็นการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น


Scroll to Top

แฉข่าวเด่น ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า