ที่สุดแห่งทานบารมี! นายกฯ อนุทิน ส่ง “หัวใจติดปีก” บินด่วนลงสุรินทร์ รับอวัยวะพลทหารยอดกตัญญู ต่อลมหายใจเพื่อนมนุษย์ 5 ชีวิต
กรุงเทพฯ/สุรินทร์ (4 มี.ค. 69) – ท่ามกลางรันเวย์ที่เงียบสงบของสนามบินสุรินทร์ภักดี เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) ในนาม “เครื่องบินอาสาสภากาชาดไทย” ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ดังกึกก้องขึ้นอีกครั้งเพื่อปฏิบัติภารกิจล้ำค่า “หัวใจติดปีก” ในการส่งต่อปาฏิหาริย์แห่งชีวิต

ไฟลท์บุญเหนือฟ้า: นายกฯ อนุทินส่งกัปตันอาสาปฏิบัติภารกิจด่วน
แม้ในครั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะติดภารกิจสำคัญจนไม่สามารถร่วมบินสะพานบุญได้ด้วยตนเอง แต่ก็ได้มอบหมายให้ กัปตันธนภัทร นำทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรุดหน้ามายังจังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับอวัยวะบริจาคจากครอบครัวผู้สูญเสีย โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และคณะผู้บริหารโรงพยาบาลสุรินทร์ร่วมต้อนรับ ภารกิจนี้ถือเป็น เที่ยวบินบุญครั้งที่ 3 หลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ไฟลท์บุญ ไฟลท์ชีวิต” ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 80 เที่ยวบิน ช่วยเหลือผู้ป่วยไปแล้วมากกว่า 200 ชีวิต

สะพานบุญจากแม่ถึงลูก: พลทหารวัย 20 ปี กับมหากุศลครั้งสุดท้าย
เบื้องหลังของภารกิจนี้คือเรื่องราวความเสียสละของครอบครัว “ปทุมทอง” โดย พลทหารภูวนัย ปทุมทอง วัยเพียง 20 ปี สังกัดค่ายสุรสีห์ ร.19 ที่มาปฏิบัติหน้าที่ ณ ปราสาทตาควาย ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์จนนำไปสู่ ภาวะสมองตาย ด้าน นางน้ำทิพย์ ปทุมทอง คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องสูญเสียลูกชายเพียงคนเดียวไปอย่างกะทันหัน ได้ตัดสินใจเปลี่ยนความโศกเศร้าให้กลายเป็น ทานบารมี ด้วยการ บริจาคอวัยวะภายใน ที่ยังสมบูรณ์ของลูกชายเพื่อต่อชีวิตให้กับผู้อื่น โดยเชื่อมั่นว่ากุศลแรงกล้านี้จะช่วยนำพาดวงวิญญาณของลูกชายไปสู่ภพภูมิที่ดี และอธิษฐานขอให้อานิสงส์นี้ส่งผลให้ลูกเกิดมาชาติหน้ามีอายุที่ยืนยาว

แข่งกับเวลา: อวัยวะล้ำค่าต่อลมหายใจ 5 ชีวิตใหม่
การผ่าตัดส่งมอบอวัยวะครั้งนี้ประกอบด้วย หัวใจ, ตับ, ไตทั้ง 2 ข้าง และดวงตาซ้าย ซึ่งสามารถนำไป ช่วยเหลือผู้ป่วยที่สิ้นหวังได้ถึง 5 ชีวิต ทันทีที่ขั้นตอนทางการแพทย์เสร็จสิ้น ทีม “หัวใจติดปีก” ได้รีบนำอวัยวะทั้งหมดขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ในเวลา 11.30 น. เพื่อ แข่งกับเข็มนาฬิกา ในการส่งต่ออวัยวะให้ถึงมือผู้รับโดยเร็วที่สุด ภารกิจนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความร่วมมือของทุกฝ่ายที่พร้อมจะเปลี่ยนวินาทีแห่งความสูญเสียให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ได้อย่างแท้จริง




