บุกอาณาจักรธรรม! “บิ๊กเต่า” ทลายวัดป่าดังสระบุรี รุกที่ ส.ป.ก. เฉียด 2,000 ไร่

อาณาจักรธรรมหรือคลังแสงที่ดิน? “บิ๊กเต่า” นำทีมทลาย “วัดป่าชนะใจ” บุกรุก ส.ป.ก. เฉียด 2,000 ไร่

ในพื้นที่รอยต่อเขามวกเหล็ก-วังม่วง จังหวัดสระบุรี ที่ซึ่งผืนป่าควรจะเป็นสมบัติของชาติ กลับถูกเนรมิตให้กลายเป็นอาณาจักรปฏิบัติธรรมสุดหรูภายใต้ชื่อ “วัดป่ารักษาใจ” และ “พุทธสถานรักษาใจนานาชาติ (ชนะใจ)” ทว่าเบื้องหลังความสงบและทิวทัศน์ที่สวยงามนั้น กลับซ่อนประเด็นร้อนเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐไว้อย่างมหาศาล

 

ปฏิบัติการ “บุกหน้าผา” ค้นอาณาจักรพันไร่

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พร้อมด้วยทีม ป.ป.ท. และกรมป่าไม้ นำหมายศาลบุกเข้าตรวจสอบพุทธสถานแห่งนี้ แม้จะไม่พบตัว “ครูบาชัยวัฒน์” เจ้าอาวาสซึ่งอ้างว่าไปจาริกที่อุบลราชธานี แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่พบกลับเป็นความจริงที่น่าตกใจ

ขบวนรถออฟโรดของเจ้าหน้าที่ลัดเลาะไปตามถนนดินลูกรังที่เพิ่งถูกจักรกลหนักไถปรับพื้นที่ตัดผ่านป่าขึ้นสู่ยอดเขา บนหน้าผาที่ถูกเรียกว่า “ผาชนะใจ” มีการก่อสร้างสาธารณูปโภคครบครัน ทั้งแทงค์น้ำและอาคารที่พักที่ถูกออกแบบให้ตั้งอยู่ท่ามกลางวิวทิวทัศน์หลักล้าน

ธุรกิจศรัทธา: กุฏิ 5 แสน และใบอนุโมทนาบัตรปลอม?

สิ่งที่กลายเป็นประเด็นฉาวที่สุดคือ พฤติกรรมการเรี่ยไรเงินผ่านโซเชียลมีเดีย (TikTok, Facebook, YouTube) โดยมีการเชิญชวนให้พุทธบริษัทบริจาคเงินซื้อกุฏิหลังละ 500,000 บาท เพื่อถวายวัดหรือเพื่อใช้พักปฏิบัติธรรม รวมถึงการระดมทุนสร้างถนนเข้าวัดมูลค่ากว่า 3.3 ล้านบาท

ทางด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกมายันชัดว่า “ที่นี่ไม่มีสถานะเป็นวัด” เป็นเพียงที่พักสงฆ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นการอ้างว่าสามารถนำใบอนุโมทนาบัตรไปลดหย่อนภาษีได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย และถือเป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนต่อประชาชน

ยึดป่ารักษาใจ หรือ ยึดป่ามาเป็นของตัว?

จากการตรวจสอบของ ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ พบความผิดปกติที่ชัดเจน:

  • บุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.: พื้นที่เกือบ 2,000 ไร่ยังไม่ถูกจัดสรรให้ราษฎร แต่กลับมีการแผ้วถางป่าและก่อสร้างอาคารน็อคดาวน์จำนวนมาก
  • สภาพแวดล้อมถูกทำลาย: มีการใช้เครื่องจักรกลหนักขุดล้อมต้นไม้จากที่สาธารณะมาตกแต่งวัด และไถกลบหน้าดินบนเนินเขาสูงโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • อ้างรักษาป่าแต่ตัดป่า: แม้ทางผู้ดูแลวัดจะชี้แจงว่า “ขยายพื้นที่เพื่อรักษาป่า” แต่ร่องรอยการตัดโค่นต้นไม้เพื่อทำถนนและสิ่งปลูกสร้าง กลับขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างโดยสิ้นเชิง

บทสรุป: กฎหมายต้องอยู่เหนือความเชื่อ

“เจ้าหน้าที่ต้องดูแลปกป้องทรัพย์สินของรัฐ” คือคำทิ้งท้ายจาก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ที่ยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้นต่อผู้กระทำผิด คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความศรัทธา แต่มันคือบทพิสูจน์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย ว่าอาณาจักรธรรมใดๆ ก็ตามไม่สามารถสร้างขึ้นบนความผิดกฎหมายได้

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและผล DNA รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและทวงคืนผืนป่าสระบุรีกลับมาเป็นของประชาชนอีกครั้ง

 

 

 


Scroll to Top

แฉข่าวเด่น ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า