: “ทนายบิ๊กโจ๊ก” รุกยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. จุดประเด็นอำนาจสอบคดีสินบนทองคำ
การยื่นหนังสือของนายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในคดี “สินบนทองคำ” ที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากเป็นคดีที่มีกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามของฝ่าย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเปิดประเด็นให้สังคมตั้งคำถามถึง “ขอบเขตอำนาจ” ขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ว่าสามารถดำเนินการสอบสวนในกรณีที่กรรมการของตนเองถูกกล่าวหาได้หรือไม่
ในหนังสือที่นายสัญญาภัชระยื่นต่อ ป.ป.ช. มีข้อเสนอ 6 ประเด็นหลัก โดยเน้นให้ ป.ป.ช. พิจารณาเขตอำนาจหน้าที่ของตนเองก่อนดำเนินการใด ๆ ในคดี พร้อมขอให้มีคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อความชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย อีกทั้งยังเรียกร้องให้ระงับการดำเนินการในสาระของคดีไว้ก่อน จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชัดเจน
ทนายความของบิ๊กโจ๊กให้เหตุผลว่า การสอบสวนตั้งแต่ชั้นตำรวจอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคดีนี้มีกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาด้วย ซึ่งตามหลักการแล้วไม่สามารถแยกคดีออกจากกันได้ หากมีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดร่วมกันในลักษณะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน
การยื่นหนังสือครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการ “ท้าทายขอบเขตอำนาจ” ของ ป.ป.ช. อย่างตรงไปตรงมา และอาจกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญในอนาคต หากมีการวินิจฉัยชัดเจนว่าคดีลักษณะนี้ควรอยู่ในอำนาจขององค์กรใด
ในอีกมุมหนึ่ง การเคลื่อนไหวของฝ่าย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะต่อสู้คดีในทุกขั้นตอนตามกระบวนการกฎหมาย โดยไม่หลบเลี่ยง พร้อมยืนยันว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมายกับผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหาย
คดีสินบนทองคำจึงไม่ได้เป็นเพียงคดีทุจริตทั่วไป แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของระบบยุติธรรมไทย ว่าจะสามารถรักษาหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่จับตาทุกความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด




