: เปิดโปงขบวนการ “จีนเทา” แอบปล่อยตัวจากห้องกัก ตม.สวนพลู
เมื่อขบวนการใต้ดินแทรกซึมระบบยุติธรรมไทย
จุดเริ่มต้นของการร้องเรียน
วันที่ 12 มกราคม 2569 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขบวนการลับที่ถูกกล่าวหาว่า “สมคบคิดปล่อยตัวผู้ต้องกักชาวจีน” จากห้องกักตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สวนพลู โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐ ทนายความ และนายทุนชาวจีนในพัทยาเกี่ยวข้อง
นายอัจฉริยะระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการทุจริตทั่วไป แต่เป็น “การขายชาติ” ที่มีเครือข่ายโยงใยหลายพื้นที่ ตั้งแต่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ไปจนถึงตำรวจภูธรภาคต่าง ๆ มีการสร้างหลักฐานเท็จและผู้กล่าวหาเท็จ เพื่อเปิดทางให้ผู้ต้องหาชาวจีนที่รอส่งกลับประเทศหลบหนีออกจากห้องกักได้อย่างแนบเนียน
กลยุทธ์ “อุปโลกคดี” เพื่อปลดล็อกผู้ต้องหา
ขบวนการนี้เริ่มจากการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนรายสำคัญที่มีคดีในประเทศจีนมาควบคุมไว้ที่ ตม.สวนพลู ระหว่างรอส่งตัวกลับ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่บางรายประสานกับบุคคลภายนอก เช่น ทนายความหรือนายทุนชาวจีน เพื่อร่วมกันสร้างพยานหลักฐานเท็จ โดยอุปโลกผู้เสียหายขึ้นมาแจ้งความในข้อหายักยอก ฉ้อโกง หรือทำให้เสียทรัพย์
เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความ ก็จะนำหลักฐานเท็จไปยื่นต่อศาลเพื่อขอหมายจับผู้ต้องหาชาวจีนรายนั้น และเมื่อศาลออกหมายจับแล้ว จะดำเนินการขออายัดตัวผู้ต้องหาจาก ตม.สวนพลูออกมา โดยมีการจ่ายเงินค่าดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ในขบวนการนี้ตั้งแต่ 1–4 ล้านบาท
หลังจากนั้น ผู้ต้องหาจะถูกพาออกนอกประเทศไปยังประเทศที่สาม แทนที่จะถูกส่งกลับไปดำเนินคดีในประเทศจีน ซึ่งบางรายอาจมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต
เครือข่ายใหญ่และผลประโยชน์มหาศาล
ข้อมูลจากการร้องเรียนระบุว่า มีผู้ต้องหาชาวจีนถูกปล่อยตัวในลักษณะนี้แล้วกว่า 100 คน เครือข่ายดังกล่าวมีการทำงานเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างคดีเท็จ การประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ ไปจนถึงการจัดหาช่องทางหลบหนีออกนอกประเทศ โดยมีนายทุนชาวจีนในพัทยาเป็นผู้ประสานและจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งกรรมการสอบสวนวินัย และมีพนักงานสอบสวนบางรายถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าชัดเจนในการติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนี
เสียงสะท้อนจากต่างประเทศ
หน่วยงานความมั่นคงของจีนได้ประสานมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยตั้งแต่ปี 2567 เพื่อขอความร่วมมือในการติดตามผู้ต้องขังที่หลบหนี แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถติดตามตัวได้ ซึ่งสร้างความกังวลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมไทย
บทสรุป: สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง
กรณี “จีนเทา” ไม่เพียงเป็นเรื่องของการทุจริตรายบุคคล แต่สะท้อนถึงช่องโหว่ในระบบราชการและกระบวนการยุติธรรมไทย ที่เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติและเจ้าหน้าที่บางกลุ่มร่วมมือกันหาผลประโยชน์ส่วนตน
การร้องเรียนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดโปงขบวนการหนึ่ง แต่เป็นการท้าทายให้สังคมไทยตั้งคำถามว่า “ระบบยุติธรรมไทยเข้มแข็งพอหรือยัง” ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติจากอิทธิพลเงินและอำนาจเงา




